วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลักษณะของภาษาเฟซบุ๊ค

๑.สะกดผิดได้ง่าย

เป็นรูปแบบของคำที่มีการสะกดผิด ซึ่งเกิดจากคำที่มีการผันอักษรและเสียงไม่ตรงกับรูปวรรณยุกต์

* สนุ๊กเกอร์ (สนุกเกอร์)

* โน๊ต (โน้ต)

๒.คำที่สะกดผิดเพื่อให้แปลกตา

* นู๋ (หนู)

* ชะมะ,ชิมิ (ใช่ไหม)

* ว้าววว (ว้าว)

* ป่าว (เปล่า)

* เทอ (เธอ)

* ชั้ล , ช้าน (ฉัน)

* ค้ะ , คร๊ , คร้ะ , ค่า (ค่ะ)

* คร้าบ , คับ , คัฟ , คร๊าฟ (ครับ)

๓.การลดรูปคำ เป็นรูปแบบของคำที่ลดรูปให้สั้นลง มีใช้ในภาษาพูด

* มหาลัย หรือ มหา'ลัย (มหาวิทยาลัย)

* วิดวะ (วิศวกรรม)

๔.คำที่สะกดผิดเพื่อให้ตรงกับเสียงอ่าน

* ใช่ไหม → ใช่มั้ย

๔.คำที่สะกดผิดเพื่อแสดงอารมณ์

* ไม่ → ม่าย

* ใช่ → ช่าย

* ใคร → คัย

* อะไร → อาราย

* เป็นอะไร → เปงราย

* ทำไม → ทามมาย

๕.คำที่สะกดผิดเพื่อลดความหยาบของคำ

หรืออาจใช้หลีกเลี่ยงการกรองคำหยาบของซอฟต์แวร์

* กู → กรู

* มึง → มรึง เมิง

* ไอ้สัตว์ → ไอ้สาด

* โคตร → โคโตะ

* พ่อมึงตาย → พ่องจาย

* เหี้ย → เห้

๖.คำเลียนเสียงเพื่อเพิ่มอรรธรถในการคุย

โดยส่วนใหญ่จะเพิ่ม ร., ส., (อาจมี ์ ติดมาด้วย) หรือ พิมพ์ตัวอักษรใดๆ ในคำนั้นเป็นจำนวนมากเพื่อเน้นคำนั้นให้เด่นอีกด้วย

* ว้าย → แอร๊ยย, อร๊ายยย

* กรี้ด → กี๊สส

* โฮก → โฮ๊ก

* โอ้ → โอ้วส์

* มัน → มันส์

ตัวอย่างคำที่มักเขียนผิด

คำภาษาไทยที่ถูกต้อง ภาษาที่ใช้ในเฟซบุ๊ค

ค่ะ ค๊ะ,ค๊า ,ค่า

ครับ ค๊าบ, คลับ, คร๊าบ,คับ

หนู นู๋

ใช่ไหม ชิมิ , ชะมะ

เปล่า ป่าว

ฉัน ชั้น ,ช้าน

เธอ เทอ

ไม่ ม่าย

ทำไม ทามมาย,ทำมัย

เป็น เปน ,เปง

อะไร อะไร,อะราย,อะรัย

กู กรู

โคตร โคตะระ

จ้ะ จ๊ะ

จ้า จ๊า,จร้า

สวัสดี หวัดดี

ชื่อ เช่อ

เหมือน เหมิน

เหรอ หรอ

ไง งัย

พรุ่งนี้ พุ่งนี้

ไหม มั้ย,ใม่

ใคร ใค,คัย

กัน กาน,กัล

เพื่อน เพิ่ล

ประกาศ ประกาด

โอกาส โอกาด

ทุกคน ทุกคล

รู้ รุ๊ส์

ทำ ทัม

ล่ะ ล๊ะ

ก็ ก้อ,ก๊

ได้ ใด้,ดั้ย

ลักษณะของภาษาไทยวิบัติ

อาจแบ่งเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้

๑. คำที่สะกดผิดได้ง่าย เป็นรูปแบบของคำที่มีการสะกดผิด ซึ่งเกิดจากคำที่มีการผันอักษรและเสียงไม่ตรงกับรูปวรรณยุกต์ เช่น

* สนุ้กเกอร์ → สนุ๊กเกอร์

* โน้ต → โน๊ต

๒. คำที่สะกดผิดเพื่อให้แปลกตา หรือ ง่ายต่อการพิมพ์ (ทำให้พิมพ์ได้เร็วขึ้น) เช่น

* หนู→ นู๋

* ผม → ป๋ม

* ใช่ไหม → ชิมิ

* เป็น → เปง

* ก็ → ก้อ

* ค่ะ,ครับ → คร่ะ,คับ

* เสร็จ → เสด

* จริง → จิง

* เปล่า → ปล่าว,ป่าว,เป่า

๓. การลดรูปคำ เป็นรูปแบบของคำที่ลดรูปให้สั้นลงมีใช้ในภาษาพูด เช่น

* มหาวิทยาลัย → มหา’ลัย ,มหาลัย

* โรงพยาบาล → โรงบาล

๔. คำที่สะกดผิดเพื่อให้ตรงกับเสียงอ่าน เช่น

* ใช่ไหม → ใช่มั้ย

๕. คำที่สะกดผิดเพื่อแสดงอารมณ์ เช่น

* ไม่ → ม่าย

* ไปไหน → ปายหนาย

* นะ → น้า

* ค่ะ,ครับ →คร่า,คร๊าบ

* จ้ะ → จร้า

นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มที่ใช้ในการพูด และกลุ่มที่ใช้ในการเขียน

๑. กลุ่มที่ใช้เวลาพูด เป็นประเภทของภาษาวิบัติที่ใช้ในเวลาพูดกัน ซึ่งบางครั้งก็ปรากฏขึ้นในการเขียนด้วย แต่น้อยกว่าประเภทกลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน โดยมักพูดให้มีเสียงสั้นลง หรือยาวขึ้น หรือไม่ออกเสียงควบกล้ำเลย ประเภทนี้เรียกได้อีกอย่างว่ากลุ่มเพี้ยนเสียง เช่น ตัวเอง → ตะเอง

๒. กลุ่มที่ใช้ในเวลาเขียน รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ โดยทั้งหมดจะเป็นคำพ้องเสียงที่หลายๆคำมักจะผิดหลักของภาษาอยู่เสมอ โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น โดยยังแบ่งได้เป็นอีกสามประเภทย่อย

๒.๑ กลุ่มพ้องเสียง รูปแบบของภาษาวิบัติชนิดนี้ จะเป็นคำพ้องเสียง โดยส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะใช้ในเวลาเขียนเท่านั้น และคำที่นำมาใช้แทนกันนี้มักจะเป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรม

* เธอ → เทอ

* ใจ → จัย

* ไง → งัย

* กรรม→กำ

* ให้→หั้ย

* ได้→ด้าย

* ไป→ปัย

๒.๒ กลุ่มที่รีบร้อนในการพิมพ์ กลุ่มนี้จะคล้ายๆกับกลุ่มคำพ้องเสียง เพียงแต่ว่าบางครั้งการกด Shift อาจทำให้เสียเวลา เลยไม่กด แล้วเปลี่ยนคำที่ต้องการเป็นอีกคำที่ออกเสียงคล้ายๆกันแทน เช่น

* รู้ → รุ้

* เห็น → เหน

* เป็น → เปน ๒.๓ กลุ่มที่ใช้สื่อสารในเกมส์ (ใช้ตัวอักษรภาษาอื่นที่มีลักษณะคล้ายตัวอักษรไทย)

เทพ → Inw

นอน → uou

เกรียน → เกรีeu

แทงแรงแรง → IInJIISJIISJ

ความหมายของภาษาวิบัติ

ภาษาวิบัติ หรือ ภาษาอุบัติ เป็นคำเรียกของการใช้ภาษาไทยที่มีการดัดแปลง และไม่ตรงกับภาษามาตรฐานตามหลักภาษาไทยในด้านการสะกดคำ คำว่าภาษาวิบัติใช้เรียกรวมถึงการเขียนที่สะกดผิดบ่อย และการใช้คำศัพท์ใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในพจนานุกรมหรือคำศัพท์ที่สะกดแปลกไปจาก คำเดิม

ในปัจจุบันเด็กไทยให้ความสำคัญกับการเรียนวิชาภาษาไทยน้อยลง แต่จะไปให้ความสำคัญในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เห็นได้จากคะแนนวิชาภาษาไทยในการสอบคัดเลือกเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาซึ่ง มีค่าเฉลี่ยที่น้อยกว่าวิชาอื่นๆจนน่าใจหาย จากข้อมูลเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า เด็กไทย ไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ขณะเดียวกันได้มีการใช้คำว่าภาษาอุบัติแทนที่คำว่าภาษาวิบัติที่มีความหมาย ในเชิงลบ โดยภาษาอุบัติหมายถึงภาษาที่เกิดขึ้นมาใหม่ ตอบสนองวัฒนธรรมย่อย เช่นเดียวกับภาษาเฉพาะอาชีพที่เป็นศัพท์สแลง

คำว่า "วิบัติ" มาจากภาษาบาลี มีความหมายถึง พินาศฉิบหาย หรือความเคลื่อนทำให้เสียหาย ขณะที่คำว่า "อุบัติ" เป็นภาษาบาลีเช่นกันมีความหมายว่า "เกิดขึ้น"

ผลกระทบของภาษาเฟซบุ๊คที่ทำให้ภาษาไทยวิบัติ

ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องภาษาวิบัติเป็นเรื่องที่เราพบเห็นกันได้บ่อยครั้งในสื่อออนไลน์ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยบนอินเตอร์เน็ตผ่านทางโปแกรมสนทนาอาทิ IRC, MSN หรือผ่านทางกระดานข่าวต่างๆ ที่เราจะได้เห็นการแผลงคำบางคำ ให้เพี้ยนไปจากรูปเดิมที่ควรจะเป็น อาทิเช่น ใช้คำว่า “เทอ” แทนคำว่า “เธอ” หรือ “คับ” แทนคำว่า “ครับ” ซึ่งกำลังระบาดไปทั่วในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งนั้น มาจากการต้องการความสะดวกสบายในการพิมพ์คำบางคำที่ต้องกดปุ่ม Shift เข้าช่วย เช่นคำว่า “ก็” หรือใช้คำวิบัติ เพราะคิดว่าทำให้ตนเองดูดี ดูน่ารักขึ้น เช่นคำว่า “ตะเอง” “ชิมิ” เป็นต้น จากกรณีดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดการรณรงค์ เพื่อที่จะให้เลิกใช้ภาษาในลักษณะดังกล่าว และหันกลับไปใช้รูปแบบที่ถูกต้อง โดยให้เหตุผลว่าเป็นความวิบัติทางภาษา ในขณะเดียวกัน ก็เกิดข้ออ้างที่ว่าเป็นเรื่องของการวิวัฒนาการของภาษาตามมา ซึ่งจากตรงจุดนี้ ทำให้เกิดคำถามตามมาคือ

ภาษาวิบัติเป็นการสร้าง สรรค์ หรือบ่อนทำลาย ในความจริงที่ว่าภาษาจำเป็นต้องมีพัฒนาการเพื่อความอยู่รอดหาไม่แล้วก็จะ เป็นภาษาที่ตายแล้ว แน่นอน ประเด็นนี้เป็นความจริงที่เราคงเลี่ยงไม่ได้ แต่หากเราจะมองลงไปให้ลึกๆ ถึงคำว่า “พัฒนาการของภาษา” แล้ว เราจะพบว่า ที่ภาษาไทยของเรา หรือแม้กระทั่งภาษาของชาติอื่นๆ มีการพัฒนาและปรับปรุงอยู่เสมอนั้น ก็เพื่อที่จะดำรงไว้ อาทิเช่น การบัญญัติศัพท์ใหม่ๆขึ้นใช้ เพื่อให้รองรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป หรือการยืมคำจากชาติอื่นมาใช้เป็นคำทับศัพท์แทนที่คำที่ไม่มีในภาษาเดิมของ ตน ซึ่งภาษาไทย ก็ได้มีการใช้คำทับศัพท์มากมายจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า คำศัพท์ใหม่ๆนั้น สามารถมีได้ตามความสมควรแก่ “กาล” และ “เวลา” แต่สำหรับในกรณีนี้นั้น ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า “วิวัฒนาการทางภาษา” หาได้รวมถึงการที่เรา ต้องทำให้ภาษาของเราอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ต้องวิบัติลงแต่อย่างใดอีกปัญหาหนึ่งที่สืบเนื่องมาจากภาษาวิบัติที่พบเห็น คือการที่เยาวชนไทย มีการใช้ลำดับการผันอักษรที่ผิดที่พบคือ มักจะมีการใช้การผันวรรณยุกต์ที่สูงกว่าเสียงจริงอยู่หนึ่งขั้นเสมอ เช่น “ใช่” รูปวรรณยุกต์เอกแต่มักเขียนเป็นรูปวรรณยุกต์โท คือ “ใช้” หรือแม้กระทั่งเสียงที่ต่ำในตัวอยู่แล้ว ก็เติมรูปวรรณยุกต์เอกลงไป เช่น “อะ” เป็น “อ่ะ”มองว่าเป็นอีกหนึ่ง ความวิบัติอีกหนึ่งที่เกิดขึ้นในภาษาไทย ซึ่งปัญหาเหล่านี้นั้น คิดว่ามีผลกระทบอย่างมากต่อภาษาไทย ถึงแม้จะมีคนบางกลุ่มออกมาแย้งว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือว่าพวกเขารู้ดี ว่าเวลาไหนควรจะใช้รูปแบบของภาษาวิบัติ หรือเวลาไหนควรที่จะใช้ภาษาที่เป็นทางการ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า การกระทำอะไรลงไปเพราะเคยชินต่อเนื่องกันนั้น สิ่งที่ทำลงไปจะบ่มเพาะลงไปในนิสัย หลายครั้งที่พบเห็นการเขียนคำผิด แม้ว่าคำๆนั้น จะเป็นคำที่ง่ายๆ ส่อให้เห็นถึงการละเลยในการที่จะใช้ภาษาอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่รู้จริง หรือความสะดวกสบาย อันเป็นนิสัยของคนไทยแต่เพราะความสะดวกสบายเหล่านี้ ทำให้เอกลักษณ์ของภาษาไทย อันเป็นภาษาที่มีความสละสลวย และมีคุณค่าในตัวต้องเสื่อมคุณค่าลง

ที่มาของเฟซบุ๊ค

หลายๆคนในคณะใช้ Facebook กัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างเพื่อนฝูง เล่นเกมส์ หรืออะไรอีกหลายอย่าง แต่มี ใครรู้บ้างว่า Facebook เกิดมาได้ยังไง เรื่องราวของ Facebook เริ่มจากนักศึกษา เบียร์ สัตว์ต่างๆ การ Hack และการโดนจับ ซึ่งดูจากการเริ่มต้นของ Facebook แล้วก็ Amazing มากๆว่า มาไกลถึงขนาดนี้ (ผู้ใช้งาน 400 ล้านคน) ในเวลาแค่ 6 ปี ความคิดที่แตกต่างไม่เหมือนกันอาจเป็นชนวนให้เกิดความแตกแยกในสังคมหลายๆ ประเทศ แต่ถ้าลองคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ล่ะก็ นอกจากจะไม่ทะเลาะเบาะแว้งกันแล้ว เผลอๆอาจทำเงินทำทองให้ อย่างมหาศาล เปลี่ยนสถานะจากคนตกงานไร้อนาคตขึ้นแท่นเป็นสุดยอดมหาเศรษฐีอันดับท็อปๆของ โลกเพียงชั่วข้ามคืน จะว่ากันไปแล้ว คนกล้าคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ก็มีอยู่ไม่น้อยในสังคมโลก แต่รายที่คิดต่างมีไอเดียน่าทึ่ง ทั้งๆที่อายุยังน้อย คงไม่มีใครโด่งดังเกินหน้า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แฮ็กเกอร์หนุ่มจากฮาร์วาร์ด ผู้ก่อตั้ง Facebook เครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่สุดของโลก จนโด่งดังเปรี้ยงปร้างไปทั่ว และได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารไทม์ให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ประจำปี 2008 ขณะอายุเพียง 23 ปี โดยปัจจุบันมีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากกว่า 400 ล้านคน นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อ 6 ปีก่อน วันที่ 4 ก.พ. ปี 2004 ย้อนกลับไปในวัยเด็ก "มาร์ค" มีชีวิตแสนจะธรรมดา เขาเกิดในครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิว เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ปี 1984 โตมาในย่าน ดอบส์ เฟอร์รี รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา มีพ่อเป็นหมอฟันและนักจิตวิทยา ชีวิตวัยเด็กของเขาค่อนข้างจะสุขสบาย ไม่เคยผ่านความลำบากยากจน เขามีพี่น้อง 4 คน ทว่า เป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน เป็นเด็กเรียนเก่งออกแนวเนิร์ดๆ ชอบขลุกอยู่แต่ในห้อง

"มาร์ค" เริ่มเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นตั้งแต่เรียนชั้นประถม พอขึ้นชั้นมัธยม ก็ร่วมกับเพื่อน เขียนปลั๊กอินสำหรับโปรแกรม Winamp ในเครื่องเล่น MP3 เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายการเพลงโปรดส่วนตัวโดยอัตโนมัติ

และ หลังจากเขานำไอเดียสุดจ๊าบโพสต์บนอินเตอร์เน็ตให้ดาวน์โหลดฟรี ก็ ได้รับโทรศัพท์จากค่ายบริษัทยักษ์ใหญ่ AOL และไมโครซอฟท์ ชักชวนให้ไปทำงานด้วย กระนั้น เขาปฏิเสธความหวังดี เพราะรู้ทันว่าจะถูกฮุบไอเดียไปฟรีๆ และตัดสินใจเข้าเรียนต่อด้านคอมพิวเตอร์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อรอโอกาสทองในการสร้างผลงานมาสเตอร์พีซ

ไอเดียสำคัญที่ จุดประกายให้นักศึกษาวิชาคอมพิวเตอร์ วัย 20 ปีคนนี้ ลุกขึ้นทำเฟซบุ๊กเกิดจากความหมกมุ่นอยู่กับเรื่องคอมพิวเตอร์ และการเขียนโปรแกรม จนค้นพบปัญหาว่ามหาวิทยาลัยระดับโลกอย่างฮาร์วาร์ดไม่มีระบบหนังสือรุ่นทาง ออนไลน์ เขาจึงนำไอเดียไปเสนอเพื่อขอจัดทำ แต่กลับถูกมหาวิทยาลัยปฏิเสธ โดยบอกว่าไม่มีนโยบายให้นักศึกษาเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว

กระนั้น ด้วยความคันไม้คันมือ และอยากเอาชนะ เขาจึงสวมวิญญาณแฮ็กเกอร์เจาะเข้าไปในระบบทะเบียนประวัตินักศึกษาของฮาร์วา ร์ด ดึงรูปนักศึกษาและประวัติส่วนตัวจากฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยมาใส่ในเว็บไซต์ Facemash พร้อมกันนี้ยังเชิญชวนเพื่อนๆนักศึกษาเล่นเกม Hot or Not โดยโพสต์รูป นักศึกษาให้เพื่อนๆเข้ามาช่วยกันโหวตว่าใครฮอต หรือไม่ฮอต ผลตอบรับดีเกินคาด เพราะภายในเวลาแค่ 4 ชั่วโมง มีนักศึกษาเข้ามาโหวตถึง 450 คน สร้างสถิติคลิกชม 22,000 ครั้ง แต่แทนที่จะได้รับเสียงชมจากอาจารย์ เขากลับถูกมหาวิทยาลัยลงโทษระงับการใช้อินเตอร์เน็ต

เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาลุยต่อเพื่อสร้าง Facebook โดยเขานั่งเขียนโปรแกรมอยู่ในหอพักมหาวิทยาลัย และได้รับความช่วยเหลือจากรูมเมต "ดัสติน มาสโควิตซ์" ซึ่งภายหลังได้กลายมาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเฟซบุ๊ก และรั้งตำแหน่งวีพีด้านเอนจิเนียริ่ง แรกเริ่มเขาพยายามเชิญชวนเพื่อนๆนักศึกษาส่งรูปและข้อมูลส่วนตัวเข้ามาโพสต์ บนเว็บไซต์ ซึ่งมีคนส่งรูปเข้ามาถึง 500 รูป ต่อมาได้พัฒนาโปรแกรมโดยสร้างเว็บเพจให้

เพื่อนร่วมชั้นสามารถส่งอีเมล์เข้ามาช่วยกันเขียนความคิดเห็น และเพิ่มเติม ประวัติได้อย่างไม่จำกัด ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากเว็บไซต์ เพื่อสร้างสัมพันธ์ในหมู่นักศึกษาฮาร์วาร์ด จึงขยายความฮิตฮอตไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆกว่า 30 สถาบัน

ชีวิตของเขา ต้องมาถึงทางแยก เมื่อเขากับเพื่อนๆชวนกันเดินทางไปดูลาดเลาที่พาโล อัลโต ซึ่งเป็นซิลิคอน วัลเลย์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อหาเงินลงทุนก่อตั้งบริษัท และพัฒนาเว็บไซต์ ตอนนั้น พวกเขายังมีแผนจะกลับมาเรียนต่อในช่วงเปิดเทอม แต่ท้ายสุด เมื่อได้รับไฟเขียวอนุมัติเงินลงทุนถึง 500,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ภาพของ "บิลล์ เกตส์" ผู้สร้างตำนานลาออกจากฮาร์วาร์ด

เพื่อมาสร้าง ไมโครซอฟท์ จึงผุดขึ้นตรงหน้า ทำให้ตัดสินใจทิ้งปริญญา และบอกกับตัวเองว่า ถ้าไมโครซอฟท์เจ๊งเมื่อไหร่...จะกลับไปเรียนฮาร์วาร์ดทันที!!

" เหลือเชื่อยิ่งกว่าเหลือเชื่อ จากเด็กหนุ่มไร้ปริญญา ไม่มีรถขับ ไม่มีงานทำ บ้านก็ต้องเช่าข้าวก็ต้องซื้อมาจนถึงทุกวันนี้ ดอกผลจากความพยายามไม่ลดละ บวกกับความอัจฉริยะเหนือชั้น ทำให้แฮ็กเกอร์หนุ่มจากฮาร์วาร์ด มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก สามารถสร้างเนื้อสร้างตัวจนรวยระเบิดเถิดเทิง ขึ้นแท่นเป็นมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดอันดับหนึ่งของโลก ที่สร้างฐานะด้วยลำแข้งตัวเอง ภายในเวลาแค่ 6 ปี โดยเมื่อกลางปีก่อน เพิ่งขายเศษหุ้นให้ นายทุนรัสเซียไปได้ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และปัจจุบันสร้างสินทรัพย์เข้ากระเป๋าไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ!!"

อะไรจะรวยง่ายรวยคล่องขนาดนั้น?! แต่ก็ต้องยอมรับในความเนื้อหอมของหนุ่มน้อยวัย 25 ปีคนนี้ ผู้ก่อตั้ง Facebook ให้เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก สาเหตุที่เฟสบุ๊คเนื้อหอม มีแต่นักลงทุนรุมตอมอยากจะดองด้วย ก็เพราะฐานลูกค้าของเฟสบุ๊คเติบโตอย่างรวดเร็วราวกับติดจรวด จากจำนวนผู้ใช้ในยุคก่อตั้งสตาร์ทไม่ถึงล้านคน ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการทะยานขึ้นเป็น 400 ล้านคนทั่วโลกแล้ว โดย 70% เป็นลูกค้าที่อยู่ นอกประเทศสหรัฐอเมริกา...สำหรับนายทุนใหญ่ๆแล้ว ดีดลูกคิดยังไงจึงคุ้ม ยิ่งกว่าคุ้ม เมื่อได้แลกกับการเข้าถึงฐานลูกค้าของเฟสบุ๊ค

ก็เพราะอย่าง นี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจที่รุ่นพี่ฮาร์วาร์ดเช่น "บิลล์ เกตส์" ผู้สร้างตำนานลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมาก่อตั้งไมโครซอฟท์ จะเป็นนักลงทุนรายแรก

ที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงิน 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แลกกับหุ้นเฟสบุ๊คเพียงน้อยนิดแค่ 1.6% เมื่อปลายปี 2007 ตั้งแต่เฟสบุ๊คให้ บริการมาได้แค่ 3 ปี และมีผู้ใช้บริการเพียง 50 ล้านคน ขณะนั้น รายได้ ของเฟสบุ๊คก็ยังไม่มาก มายเท่าทุกวันนี้ โดยสามารถทำเงินเพียง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีสินทรัพย์รวมไม่ถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

กระนั้น การตัด สินใจของไมโครซอฟท์ หนุนส่งให้มูลค่าตลาดของเฟสบุ๊คเพิ่มขึ้นเป็น 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในชั่วข้ามคืน ช่วงเวลานั้น มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไมโครซอฟท์คงกินยาผิด ถึงได้ตัดสินใจขี่ช้างจับตั๊กแตนขนาดนั้น แต่นักวิเคราะห์ที่รู้จริงกลับเดาทางถูกว่า เงินแค่ 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเรื่องจิ้บจ้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ไมโครซอฟท์หมายมั่นปั้นมือ นั่นคือ การแลกกับสินทรัพย์มหาศาลที่มองไม่เห็นในงบดุล จากการเข้าถึงฐานลูกค้าจำนวนหลายสิบหลายร้อยล้านคนของเฟสบุ๊ค โดยเฉพาะลูกค้าต่างประเทศ และลูกค้าในวัยหนุ่มสาว ซึ่งไมโครซอฟท์ยังเข้าไม่ถึง

และผลจากความเนื้อหอมครั้งนี้ ทำให้ชื่อของ "มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก" ติดทำเนียบบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกเป็นครั้งแรก จากการจัดอันดับของนิตยสารไทม์ เมื่อปี 2008 ขณะอายุแค่ 23 ปี และยังได้รับการจัดอันดับจากนิตยสารฟอร์บ ให้เป็นมหาเศรษฐีหน้าใหม่อายุน้อยที่สุดในโลก ที่สร้างฐานะด้วยตัวเอง โดยมีสินทรัพย์ในครอบครอง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ตลอดระยะ เวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีค่ายอินเตอร์เน็ตใหญ่ๆหลายราย รวมถึง Google และ Yahoo ตามขายขนมจีบ อยากขอซื้อหุ้นเฟสบุ๊ค เพื่อแบ่งปันความรวยบ้าง แต่ด้วยวิสัยทัศน์กว้างไกลของซีอีโอหนุ่มไฟแรงแห่งเฟสบุ๊ค เขากลับตัดสินใจขายหุ้นนิดหน่อยให้กับกลุ่มนักลงทุนอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ สัญชาติรัสเซีย "ดิจิตอล สะกาย เทคโนโลยี" หรือ DST เพื่อแลกกับการเจาะตลาดเฟสบุ๊คในแถบรัสเซีย และยุโรปตะวันออก ซึ่ง DST เป็นเจ้าธุรกิจและนายทุนใหญ่คุมตลาดอินเตอร์เน็ตทั้งภูมิภาคดังกล่าว

ดุล ประวัติศาสตร์อีกครั้งของเฟสบุ๊ค ตกลงกันสำเร็จเมื่อเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว โดยฝ่ายนายทุนหมีขาวใจป้ำยินดีจ่ายเงิน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แลกเปลี่ยนกับหุ้นบุริมสิทธิแค่ 1.96% ของหุ้นเฟสบุ๊ค ซึ่งขณะนั้นมีมูลค่ารวม 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมรับปากว่าจะไม่มีตัวแทนในบอร์ดบริหาร และไม่ก้าวก่ายเรื่องการบริหาร

ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญของเฟสบุ๊คตลอดมา


ที่มาของภาษาไทย

ภาษาไทยเป็นภาษาที่เก่าเเก่ที่สุดในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีราก ฐานมาจากออสโตรไทย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษาจีน มีหลายคำที่ขอยืมมาจากภาษาจีน พ่อขุนรามคำเเหงได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อปี พศ 1826 (คศ1283) มี พยัญชนะ 44 ตัว (21 เสียง), สระ 21 รูป (32 เสียง), วรรณยุกต์ 5 เสียง คือ เสียง สามัญ เอก โท ตรี จัตวา ภาษาไทยดัดเเปลงมาจากบาลี เเละ สันสกฤต คนไทยเป็นผู้ที่โชคดีที่มีภาษาของตนเอง เเละมีอักษรไทย เป็นตัวอักษร ประจำชาติ อันเป็นมรดกล้ำค่าที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ ซึ่งเป็นเครื่องเเสดงว่าไทยเราเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมสูงส่งมาเเต่โบราณกาล เเละยั่งยืนมาจนปัจจุบัน คนไทยผู้เป็นเจ้าของภาษา ควรภาคภูมิใจที่ชาติไทยใช้ภาษาไทย เป็นภาษาประจำชาติมากว่า 700 ปีเเล้ว เเละจะยั่งยืนตลอดไป ถ้าทุกคนตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ ภาษาเป็นสื่อใช้ติดต่อกันเเละทำให้วัฒนธรรมอื่นๆเจริญขึ้น เเต่ละภาษามีระเบียบของตนเเล้วเเต่จะตกลงกันในหมู่ชนชาตินั้น ภาษาจึงเป็นศูนย์กลางยืดคนทั้งชาติ ดังข้อความ ตอนหนึ่งในพระราชนิพนธ์ในพระบาท สมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง "ความเป็นชาติโดยเเท้จริง" ว่า ภาษาเป็นเครื่องผูกพันมนุษย์ต่อมนุษย์เเน่นเเฟ้นกว่าสิ่งอื่น เเละไม่มีสิ่งใด ที่จะทำให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกันหรือเเน่นอนยิ่งไปกว่าภาษาเดียวกัน รัฐบาลทั้งปวงย่อมรู้สึกในข้อนี้อยู่ดี เพราะฉะนั้น รัฐบาลใดที่ต้องปกครองคนต่างชาติต่างภาษา จึงต้องพยายามตั้งโรงเรียนเเละออกบัญญัติบังคับ ให้ชนต่างภาษาเรียนภาษาของผู้ปกครอง เเต่ความคิดเห็นเช่นนี้ จะสำเร็จตามปรารถนาของรัฐบาลเสมอก็หามิได้ เเต่ถ้ายังจัดการเเปลง

ภาษาไม่สำเร็จอยู่ตราบใด ก็เเปลว่า ผู้พูดภาษากัผู้ปกครองนั้นยังไม่เชื่ออยู่ตราบนั้น เเละยังจะเรียกว่าเป็นชาติเดียวกันกับมหาชนพื้นเมืองไม่ได้ อยู่ตราบนั้นภาษาเป็นสิ่งซึ่งฝังอยู่ในใจมนุษย์เเน่นเเฟ้นยิ่งกว่าสิ่งอื่น" ดังนั้นภาษาก็เปรียบได้กับรั้วของชาติ ถ้าชนชาติใดรักษาภาษาของตนไว้ได้ดี ให้บริสุทธิ์ ก็จะได้ชื่อว่า รักษาความเป็นชาติ คนไทยทุกคนใช้ภาษาไทยเป็นสื่อความรู้สึกนึกคิดเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ควรจะรักษาระเบียบความงดงามของภาษา ซึ่งเเสดงวัฒนธรรม เเละ เอกลักษณ์ประจำชาติไว้อีกด้วย ดังพระราชดำรัส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ตอนหนึ่งว่า "ภาษานอกจากจะเป็นเครื่องสื่อสารเเสดงความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วโลก เเล้ว ยังเป็นเครื่องเเสดงให้เห็นวัฒนธรรม อารยธรรม เเละเอกลักษณ์ ประจำชาติอีกด้วย

ไทยเป็นประเทศซึ่งมีขนบประเพณี ศิลปกรรมเเละภาษา ซึ่งเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีตกาล เราผู้เป็นอนุชนจึงควรภูมิใจ ช่วยกัน ผดุงรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่บรรพบุรุษได้ อุตส่าห์สร้างสรรค์ขึ้นไว้ให้เจริญสืบไป "

ภาษาไทยเป็นภาษาประจำ ชาติของคนไทยมาแล้วช้านาน ถึงแม้คนไทยจะถูกชาติอื่นรุกราน ต้องถอยร่นลงมาทางใต้ จนถึงที่อยู่ปัจจุบัน แต่คนไทยก็ยังรักษาภาษาของตนไว้ได้ หลักฐานแสดงว่าภาษาไทยเป็นภาษาของ คนไทยโดยเฉพาะ ก็คือ ภาษาไทย มีลักษณะพิเศษไม่ซ้ำแบบของภาษาใดในโลก ที่มีผู้กล่าวว่า ภาษาไทยเป็นตระกูลเดียวกับภาษาจีน เนื่องจากเป็นภาษาคำโดดด้วยกัน และมีคำพ้องเสียงและความหมายเหมือนกันอยู่หลายคำ เช่น ขา โต๊ะ เก้าอี้ เข่ง หรือ จำนวนเลข การที่ภาษาไทยกับภาษาจีนมีลักษณะตรงกันบางประการดังกล่าว ใช่ว่าภาษาไทยมาจากจีนหรือจีนมาจากไทย แต่คงเป็นเพราะชาติไทยกับจีนเคยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดช้านาน และคงเคยใช้อักษรจีนเขียนภาษาไทย ภาษาไทยกับจีนจึงมีส่วนคล้ายคลึงกันได้ ข้อสังเกตที่ว่า ภาษาไทยกับจีนเป็นคนละภาษาต่างหาก จากกันก็คือ ระเบียบการเข้าประโยคต่างกัน เช่น คำวิเศษณ์ในภาษาไทยส่วนใหญ่ อยู่หลังคำที่ประกอบหรือขยาย ส่วนภาษาจีน ส่วนใหญ่อยู่ข้างหน้า เมื่อไทยอพยพลงมาอยู่ในแหลมทอง ต้องเกี่ยวข้องกับชนเจ้าของถิ่นหลายชาติหลายภาษา เช่น ขอม มอญ ละว้า พม่า มลายู ต่อมาได้ติดต่อกับประเทศอื่นๆ ทางการค้าขาย ศาสนา และวัฒนธรรม เช่น อินเดีย (บาลี สันสกฤต) ชวา เปอร์เซีย โปรตุเกส อังกฤษ เป็นต้น ภาษาของชาติต่างๆดังกล่าว จึงเข้ามาปะปนอยู่ในภาษาไทยเป็นอันมาก ภาษาต่างชาติที่ประสมอยู่ในภาษาไทยมากที่สุด คือ บาลีและสันสกฤต เรารับภาษาบาลีเข้ามาทางพุทธศาสนา และรับภาษาสันสกฤตทางศาสนาพราหมณ์ ภาษาอื่นที่เจืออยู่ในภาษาไทยมากรองลงมา คือ ภาษาขอม (เขมร) ทั้งนี้ เพราะขอมหรือเขมร เคยเป็นชาติที่มีอำนาจมากและนานที่สุดในคาบสมุทรอินโดจีน